ขี่จักรยาน
เดินป่า
น้ำตก
ดูนก
ล่องแก่ง
ปีนหน้าผา
ดำน้ำ
   


งานว่าวสนามหลวง
ว่าวเป็นสิ่งที่ชาวไทยคุ้นเคยและรู้จักกันมาแต่โบราณ เพราะเป็น การละเล่นและเป็นกีฬาที่แพร่หลาย เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย
(พ.ศ.1781-1981) จนเกิดตำนานความรักระหว่างพระร่วงหรือพ่อ ขุนศรีอินทราทิตย์ซึ่งโปรดการเล่นว่าวมาก วันหนึ่งพระองค์ทรง
เล่นว่าวในวัง สายป่านขาดลอยไปตกที่หลังคาบ้านพระยาเอื้อพระองค์เสียดายว่าวมากเมื่อถึงเวลากลางคืนจึงปลอมตัวเป็นคนสามัญ
ปีนออกจากวังไปเก็บว่าวที่บ้านพระยาเอื้อ เมื่อปีนไปก็ได้พบ ว่าพระยาเอื้อมีลูกสาวสวย ทำให้พระองค์เกิดความรักกับลูกสาว พระ
ยาเอื้อ

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893-2310) การเล่นว่าวได้รับความ นิยมมาก ตั้งแต่พระมหากษัตริย์เรื่อยมาจนถึงสามัญชน ในสมัย สมเด็จพระเพทราชา ได้ใช้ว่าวในการสงครามด้วย คือใช้ว่าวติด ลูกระเบิดลอยขึ้นไปแล้วจุดไฟสายป่าน ทำให้ฝ่ายข้าศึกถูกระเบิด เสียหาย การแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้าได้เกิดขึ้นในสมัยนี้ พระ มหากษัตริย์จะทรงว่าวจุฬา ถ้าใครเล่นว่าวปักเป้าเข้ามาในเขตของ
พระองค์ก็จะถูกคว้าลงมา และการพนันเรื่องว่าวก็เริ่มมีขึ้นแต่บัด นั้น

สมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325 ถึงปัจจุบัน) การเล่นว่าวยังเป็นที่ นิยมกันอยู่มาก ในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2111) พระองค์
ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนาม หลวง ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการจัด การแข่งขัน
ว่าวจุฬา-ปักเป้า ชิงถ้วยทองคำพระราชทาน ที่พระราชวังดุสิต การแข่งขันนี้มีเป็นประจำทุกปี จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ต่อมาใน
ช่วงปีสุดท้ายในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453-2468) พระองค์ได้ทรง ฟื้นฟูกีฬาว่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้จัดการแข่งขันกีฬาว่าว ระหว่างจุฬา-ปักเป้าประจำปีขึ้นมาอีก และดำเนินมาถึงปัจจุบัน โดย จัด
ขึ้นปีละ 1 ครั้ง ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์-กลางเดือน เมษายน ณ ท้องสนามหลวง โดยการแข่งขันจะเริ่มเวลาประมาณ 16.45-
17.30 น. และในระหว่างเทศกาลดังกล่าว บริเวณท้อง สนามหลวงก็ได้จัดกิจกรรมเสริมอื่นๆ ให้ชมด้วย เช่นการแสดง ศิลปะป้อง
กันตัว กระบี่กระบอง ดนตรีไทย การจำหน่ายว่าวชนิดต่างๆรวมทั้งมีการนำว่าวจากต่างประเทศมาแสดงด้วย เป็น กิจกรรมที่ได้รับ
ความสนใจเป็นอย่างมาก จากชาวไทยและชาวต่าง ประเทศ

ประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์
งานสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2478 โดยมีชาว วิสุทธิกษัตริย์กลุ่มหนึ่ง ได้ร่วมกันจัดทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในวันสง
กรานต์ รวมทั้งมีการปล่อยนกปล่อยปลา เล่นเข้าผี และมีมหรสพ มากมาย ซึ่งชาวบ้านได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีภายหลังได้ตั้ง
ชื่องานว่า "ประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์" และกำหนดให้จัด ขึ้นในวันที่ 12-13 เมษายน

พ.ศ.2489 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีใน รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานเงินสมทบทุนให้จัดงานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลัง
จากระงับไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2485-2488) และได้มีการประกวดเทพีสงกรานต์ขึ้นเป็นครั้งแรก

กิจกรรมในงานเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนมีการแห่พระพุทธรูป จากวัดตรีทศเทพมาประดิษฐานณบริเวณงานย่านถนนวิสุทธิกษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำ มีการรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ การละเล่นพื้นเมือง กีฬาสำหรับเด็ก กลางคืนมีมหรสพต่าง ๆ

ในวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ มีการตักบาตรและ ประกวดเทพีสงกรานต์ในช่วงเช้า และการแสดงในยามค่ำคืน

พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทำเพื่อความเป็น สิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร และเพื่อเป็นการบำรุงขวัญเกษตร
กรไทย โดยพระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีสงฆ์ พระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ แต่มีจุดประสงค์อย่าง เดียว
กันพระราชพิธีนี้กระทำต่อเนื่องกัน จึงเรียกว่า "พระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ"

พระราชพิธีพืชมงคล เริ่มมีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนพระราชพิธีจรด
พระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสามัญว่า "พิธีแรกนา ขวัญ" สันนิษฐานว่ามีมาก่อนกรุงสุโขทัย ส่วนในสมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นพิ
ธีสำคัญ เพราะมีตราไว้ในกฎมณเฑียรบาล ให้ถือเป็นพระ ราชพิธีที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำในเดือน 6 ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ จะทำที่ท้องสนาม หลวงและพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์จะทำที่
ทุ่งส้มป่อยนอกพระนครแต่พิธีทั้งสองนี้ทำในวันและเวลาเดียวกันพระราชพิธีนี้ได้ถูกระงับไปครั้งหนึ่งระหว่างพ.ศ.2479-2502 เพราะ
เป็นระยะเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง แต่พิธีพืชมงคลก็ยังถือปฏิบัติอยู่

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูขึ้นใหม่ พ.ศ. 2503 และโปรดให้ กระทำ
ทั้งสองพระราชพิธี คือ พระราชพิธีพืชมงคลและพระราช พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตามโบราณราชประเพณี และให้เป็นพระราช
พิธีต่อเนื่องกัน โดยพระราชพิธีพืชมงคลจะทำก่อน พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 1 วัน ในเดือนพฤษภาคม

ประเพณีใส่บาตรดอกไม้ วัดบวรนิเวศฯ
การบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียนนั้นเรียกว่า "อามิสบูชา" ศรัทธานี้มีผลานิสงส์ไม่น้อยไปกว่าการปฏิบัติบูชา และนับเป็นคติ
ความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ชาวไทยปฏิบัติสืบทอดกันมา การถวาย ดอกไม้เพื่อบูชาพระจะทำเป็นพิธีใหญ่ และสืบทอดกันมาจน
กลาย เป็นประเพณีประจำถิ่น เรียกว่า"ประเพณีใส่บาตรดอกไม้"หรือ"ประเพณีตักบาตรดอกไม้" ซึ่งในกรุงเทพ มหานครจะมีเพียง
แห่ง เดียวที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ประเพณีใส่บาตรดอกไม้ที่วัดบวรนิเวศวิหารนี้ ได้จัดมาเป็นประจำ ทุกปี ประมาณ 50 ปีมาแล้ว แต่ดอกไม้ที่ใช้ในวัดบวรนิเวศฯ นี้
แตก ต่างจากดอกไม้ที่ใช้ใส่บาตรที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพราะที่วัดบวรนิเวศฯ ใช้ดอกบัว แต่ก็มีดอกไม้ชนิดอื่นปะ
ปนเข้ามา ด้วย เช่น ดอกกุหลาบ กล้วยไม้ และดอกไม้สดที่นำมาประดิษฐ์อย่าง สวยงาม

สาเหตุของการใช้ดอกบัวนั้น พระคุณเจ้าพระครูสุภัทรสารโสภณ ผู้ ช่วยเลขาธิการวัดบวรนิเวศเล่าว่า ในพุทธประวัติตอนต่างๆมีการ
ถวายดอกไม้เป็นประจำ โดยเฉพาะดอกบัว และจากพุทธปาฏิหาริย์ มักปรากฏดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาททุกย่างก้าวที่พระองค์
เสด็จไป โดยเฉพาะตอนประสูติ เห็นได้ว่าดอกบัวมีความสำคัญ ทางพุทธศาสนา ดังนั้นจึงถือว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ประธานของดอก
ไม้ทั้งปวง กำหนดการจัดการในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (วันเข้าพรรษา) เวลาประมาณ 15.00-16.00 น.

งานเทศกาลไทยเที่ยวไทย (THAIS TOUR THAILAND)
จัดขึ้นในปลายเดือนสิงหาคม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชาวไทยท่องเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นลักษณะของ
งานจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อพบผู้ขายโดยตรง โดยมีผู้แทน จากบริษัทนำเที่ยว สถานที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านขายสินค้า
ที่ ระลึก นำสินค้ามาแสดง พร้อมเสนอรายการพิเศษต่าง ๆ โดย เฉพาะส่วนของสินค้าที่ระลึก ซึ่งเป็นผลิตผลจากงานฝีมือของชาว
บ้านท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ มีการ แสดงพื้นบ้าน สาธิตงานหัตถกรรม และกิจกรรมเสริมอื่น ๆ มาก
มาย

ประวัติความเป็นมา
เดิมชื่องานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ซึ่งในปี พ.ศ.2523 รัฐบาลได้ ประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวไทย การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย
(ททท.) จึงกำหนดโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยขึ้น โดย จัดให้มีงานแสดงศิลปวัฒนธรรม เป็นงานประจำปี 2 งาน คือ งาน
แสดงศิลปวัฒนธรรมระหว่างภาค (3 วัน) จัดรวมกับงานประจำปี ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ของแต่ละภาคหมุนเวียนไปปีละภาค อีก
งานหนึ่ง คือ งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย (5 วัน) จัดขึ้นที่สวน อัมพร

ในปี พ.ศ.2527 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สมาคมนิยม ไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนได้รวมการจัด
งานสัปดาห์แห่งเอกลักษณ์ไทย และงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยเป็น งานเดียวกัน และได้จัดงาน"เทศกาลเที่ยวเมืองไทยและเสริม
สร้าง เอกลักษณ์ไทย" ขึ้น และในปี พ.ศ.2529 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ นำงานแสดงเครื่องปั้นดินเผาแห่งชาติมารวมในงานนี้ด้วย

พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนิน ถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวน พยุหยาตราชลมารค
ในยุคแรกเริ่มของกระบวนเรือ การเสด็จพระราชดำเนินของพระ มหากษัตริย์ไทย นับแต่โบราณกาลมา นอกจากการเสด็จพระราช
ดำเนินทางบก ที่เรียกว่า "พยุหยาตราสถลมารค" แล้ว การเสด็จ พระราชดำเนินทางน้ำ คือ"พยุหยาตราชลมารค"ก็เป็นเส้นทางการ
คมนาคมที่สำคัญยิ่งเช่นกัน ตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ของไทยเรา ปรากฏว่าพระร่วงทรงเรือออกไปลอยกระทงหรือพิธี จองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญ เดือนสิบสอง

ครั้นต่อมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งเป็นเมืองเกาะล้อม รอบไปด้วยแม่น้ำลำคลองมากมายหลายสาย ชีวิตความเป็นอยู่
ริมน้ำ ของชาวกรุงเก่า จึงต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมา รวมทั้งในเวลา รบทัพจับศึกก็จะใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏ
ว่ามีการ สร้างเรือรบมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ในเวลาบ้านเมืองปราศจากศึกสงคราม ได้ใช้เรือรบฝึกซ้อมกระบวน ยุทธ์กันเป็นนิจ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก อันเป็นเวลาที่
ราษฎร ว่างจากการทำนา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนทัพเรือ โดยอาศัยฤดูกาลประจวบกับการทอดกฐินพระเจ้าแผ่นดินจึง
เสด็จพระ ราชดำเนินไปถวายพระกฐิน โดยกระบวนเรือรบแห่แหนเพื่อให้ไพร่ พลได้รื่นเริงในการกุศล จึงจัดเป็นประเพณีที่แห่เสด็จ
กฐิน โดยกระบวนเรือยาวสืบมาจนทุกวันนี้

ในขณะเดียวกัน ยามบ้านเมืองสุขสงบว่างเว้นจากการงาน ชาวกรุง ศรีอยุธยาก็หันมาเล่นเพลงเรือแข่งเรือกันเป็นที่สนุกสนานโดย เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ จะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่าง ๆ จะมีกระบวนเรือ เพชรพวง ซึ่งเป็นริ้วกระบวนที่ใหญ่มาก จัดออกเป็น 4 สาย และริ้ว เรือพระที่นั่งตรงกลางอีก 1 สาย ใช้เรือทั้งสิ้นไม่น้อยกว่าร้อยลำ
ระหว่างการเคลื่อนกระบวนพยุหยาตรา ก็มีการเห่เรือพร้อมเครื่อง ประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะยิ่ง คือ "กาพย์ เห่เรือ" ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตอน ปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบรรยายถึง ความงดงามและลักษณะของเรือ
ในกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ก็กลายเป็น แม่แบบของการแต่งกาพย์เห่เรือมาจนเท่าทุกวัน

พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวน พยุหยาตราชลมารคนี้ จะจัดขึ้นในโอกาสพิเศษเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่
ประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศเฝ้ารอคอยที่จะได้ชมมา เป็นเวลานาน

งานนมัสการพระบรมบรรพต หรืองานวัดภูเขาทอง
บรมบรรพต หรือภูเขาทองนี้ สร้างเป็นรูปภูเขามีพระเจดีย์อยู่บน ยอด มีบันไดเวียนขึ้นทางทิศเหนือและทิศใต้ การสร้างนี้ได้เริ่มขึ้น
ในสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมพระราชทานนามว่า "พระเจดีย์ภูเขา ทอง" แต่เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นดินอ่อนพระเจดีย์จึงทรุดลง ต่อมา
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทำการปรับปรุงและเปลี่ยนนามเป็น "บรม บรรพต" การปรับปรุงซ่อมแซมนี้ได้ดำเนินมาจนแล้วเสร็จในสมัย
รัชกาลที่ 5 และได้โปรดให้ตัดถนน ถมคลอง และทำสะพานเพื่อ ความสะดวกในการเข้าไปยังลานบรมบรรพต

บรมบรรพตหรือภูเขาทองมีความสูงจากฐานถึงยอดพระเจดีย์ 63.6 เมตร ตกแต่งด้วยการบุโมเสคกระเบื้องสีจากอิตาลีที่องค์ พระเจ
ดีย์เป็นสีทองสุกอร่าม และได้รับการปรับพื้นดาดฟ้าสร้าง พระเจดีย์ทิศ 4 มุม ภายในพระเจดีย์ใหญ่บนบรมบรรพตนี้บรรจุพระบรมสา
รีริกธาตุจากกรุงกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย และพระ ทันตธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ไว้ด้วย ต่อมาในปี 2509 พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ได้ทรงบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์บนลูกแก้ว

งานนมัสการพระบรมบรรพตหรืองานวัดภูเขาทอง ได้เริ่มมีขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 3 และได้จัดให้มีงานเป็นประจำทุกปีจน ถึงปัจจุบัน
ใน วันขึ้น 11 ค่ำ ถึงวันแรม 3 ค่ำ เดือน 12 รวม 7 คืน 8 วัน โดยใน งานจะมีการนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานอยู่ใน
พระเจดีย์ใหญ่ และปิดทองพระอัฏฐารส พระพุทธรูปสำคัญของวัด มี การออกร้านขายสินค้า อาหาร มีการละเล่นมหรสพ และสวน
สนุก สำหรับเด็กๆ ทุกวัน

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ วันราชวัลลภ
ในวันที่ 3 เดือนธันวาคม เหล่าทหารรักษาพระองค์ได้จัดพิธีถวาย สัตย์ปฏิญาณ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าในช่วงบ่าย เพื่อ แสดงความพร้อมเพรียง และความจงรักภักดีของเหล่าทหารหาญ ที่มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจเช่นกัน



 เว็บไซต์นี้แสดผลได้ดีกับหน้าจอขนาด 1024 x 768 Pixels
Copyright © 2004 www.camptour.net All rights reserved.