สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับสปา
สปาคืออะไร..
คือ การทำความสะอาด และเสริมอาหารบำรุง ให้ลึกถึงผิวชั้นใน โดยมีวิธีต่างๆ ออกไปไม่ว่า
จะเป็นการนวด การบำบัดด้วยน้ำ หรือการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งส่วนมากแล้วการทำสปาเพียงครั้ง
เดียวจะไม่ค่อยเห็นผลอย่างชัดเจน จึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งในการ
ทำสปาแต่ละครั้งนั้น ก็เปรียบเหมือนมอบการการพักผ่อนที่ดีที่สุดให้ผิวพรรณ เพราะนอกจาก
สิ่งสกปรก ที่อุดตันจะถูกกำจัดออกจนหมดแล้ว ผิวของคุณยังได้รับสารอาหาร เพื่อไปบำรุงลึก
ถึงชั้นในอีกด้วย แน่นอนว่าหลักจากทำสปาแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงความสบายของผิวพรรณที่
แตกต่างจากการพักผ่อนทั่วไป และนี่ก็คือคำตอบว่า ทำไมต้อง สปา!!
กำเนิดสปา(SPA)
ที่มาของ สปา นั้น ความจริงแล้ว สปาเป็นชื่อเมืองเล็กๆ ในประเทศเบลเยี่ยม เมืองสปาเป็น
แหล่งธรรมชาติ มีบ่อน้ำร้อนบ่อนกาสิโน ผู้คนหลั่งไหลไปพักผ่อนกันมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษ
ที่ 17 แล้วพากันไปแช่น้ำร้อน เล่นกาสิโน แต่คนที่ไปต้องเป็นคนระดับ นายทหารชั้นสูง (Special Class) เท่านั้น
SPA มีรากศัพท์มาจาก
ภาษาละติน จากคำว่า SANUS PER ACQUA มีความหมายว่า การดูแลรักษาสุขภาพ ด้วยการใช้น้ำบำบัด เช่นการอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อนการ
อบตัวและอบผิวด้วยไอความร้อนจากน้ำ การดื่มน้ำแร่ การนวดด้วยกระแสน้ำ
จนกระทั่งในสมัยศตวรรษที่ 18-19 สปากลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมในยุโรป มีกระแสการบำบัดด้วยวิธีการนี้ เกิดขึ้นในประเทศที่มีแหล่งน้ำแร่
แหล่งน้ำพุร้อน และเริ่มเข้ามาแพร่หลายในเมืองที่มีทัศน์ภาพสวยงาม อากาศบริสุทธิ์ มีน้ำสะอาด ใกล้ทะเล ภูเขา เหมาะแก่การพักผ่อนเพื่อฟื้น
ฟูสุขภาพ เป็นที่นิยมมากในกลุ่มผู้ป่วยหรือผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอเมื่อสปาเข้ามาเป็นที่นิยมทั่วโลก หรือที่รู้จักกันว่าการทำให้มีสุขภาพที่ดีด้วยน้ำ หรือ วารีบำบัด จนปลายศตวรรษที่ 20 รูปแบบของสปาได้มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แนวคิดในเรื่องการดูแลสุขภาพองค์รวมที่ให้ความสนใจ
กับความสมดุลของร่างกาย และจิตใจ จากวิถีธรรมชาติเช่น การรับประทานแมคโคไบไอติก หรืออาหารที่มีกากใยสูง

มีวิธีการดูแลสุขภาพ และความงามในรูปแบบต่างที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละชน
ชาติ
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการป้องกัน และเตรียมความพร้อมให้ร่างกาย มีความแข็งแรงทำให้กลุ่ม
ผู้ที่สนใจสปาขยายวงกว้างออกไป ซึ่งแต่เดิมสปาจะเป็นเพียงสถานที่สำหรับผู้ที่มีสุขภาพอ่อน
แอ ผู้ป่วยระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุเท่านั้น
เมื่อไหร่จึงควรจะเข้า สปา...
ก็เมื่อคุณรู้สึกว่าอยากผ่อนคลายความเครียด ความเหนื่อยล้าของชีวิตประจำวัน แล้วจะเลือกเข้า
สปาที่ไหนดีก็คงแล้วแต่ความรู้สึกว่ามันเหมาะกับคุณ เช่น สะดวกในการเดินทาง ราคาที่พอจ่าย
ไหว คุณภาพสมราคา บริการอย่างที่คุณต้องการจากสปา เป็นต้น
ซึ่งคุณสอบถามข้อมูลเหล่านี้จากการประชาสัมพันธ์ก่อนก็ได้แล้วค่อยตัดสินใจ ส่วนจะไปบ่อยแค่
ไหนก็แล้วแต่ความสะดวก และความสามารถในกำลังทรัพย์ของคุณ อย่าลืมว่าคุณต้องการไปคลายเครียด ไม่ใช่ไปแสวงหาความเครียดเพราะ
ความสุขในชีวิต คือความเป็นอิสระเสรีจากความตึงเครียด ที่ทำให้คุณเหนื่อยล้า เป็นการชาร์จพลังงานให้คุณสามารถต่อสู้ กับชีวิตในวันต่อไป
ได้อย่างแน่นอน
ประเภทสปา นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
- Resort and destination spa เป็น สปาที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวหรือเป็นสถานที่ๆ เข้าไปแล้วรู้สึกสบาย โดยเป็นสปาที่ให้มาก
กว่าการพักผ่อน คือ ไป
ทำการบำบัด หรือผ่อนคลายจริงๆ และเป็นสปาที่มีทั้งที่พักและอาหารพร้อม
- Beauty spa เป็นสปาที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่องของความสวยงาม
- Medical spa เป็นสปาที่ให้การบำบัดเพื่อการรักษา โดยมีแพทย์เป็นคนให้การบำบัด
- Day Spa เป็นสปาที่ให้บริการช่วงระหว่างวัน เดินเข้าเดินออกโดยไม่มีการค้างคืน อาจจะมี Beauty หรือ Medical ก็ได้
- Thai Spa ซึ่งเป็นสปาที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับ 1 ที่ทั่วโลกต้องการใช้บริการ
ข้อมูลจาก นิตยสารแพทย์ทางเลือก
Aromatherapy (อโรมาเธอราปี่ หรือ สุคนธศาสตร์บำบัด) เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เอส
เซนเชียลออยล์บริสุทธิ์ หรือน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์เพื่อการบำบัดและรักษาโรคต่างๆ เพื่อส่ง
เสริมให้สุขภาพแข็งแรง เพื่อบำรุงผิวพรรณและเส้นผม เพื่อให้เกิดความสงบ ผ่อนคลาย ลดความ
เครียด และช่วยให้สดชื่น อโรมาเธอราปี่จึงแปลตามตัวได้ว่าการบำบัดด้วยกลิ่นหอม ในความ
เป็นจริงแล้วมิใช่เพียงแต่กลิ่นหอมที่มีคุณสมบัติในการบำบัดเท่านั้นแต่รวมไปถึงเป็นองค์ประ
กอบทางเคมีที่มีอยู่ในเอสเซนเชียล ออยล์ด้วย
อโรมาเธอราปี่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอียิปต์ เมื่อชาวอียิปต์โบราณใช้
เครื่องหอมในการบูชา
เทพเจ้า เครื่องหอม 16 ชนิดนี้เรียกว่า Kyphi (ไคฟี) ต่อมาได้นำมาสกัดเป็นเอสเซนเชียลออยล์
ในภายหลังแพทย์ชาวฝรั่งเศสจึงได้คิด
ค้นวิธีสกัดเอสเซนเชียลออยล์ให้สมบูรณ์ขึ้นและประยุกต์
การใช้เอสเซนเชียลออยล์ในการบำบัดโรค
การใช้ประโยชน์จากอโรมาเธอราปี่
ในปัจจุบัน ธุรกิจอันเกี่ยวข้องกับน้ำมันหอมระเหยที่เห็นชัดที่สุดและนิยมกันมากคือการนำมาผสมในเทียนหอม เป็นเทียนหอมอะโรม่า อันกลิ่น
สามารถคลายเครียดได้ ธุรกิจนี้ขยายตลาดไปอย่างในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาหาร ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนทั้งยาดับกลิ่นสารทำความ
สะอาดพื้นห้องน้ำ ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีน้ำมันหอมระเหยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้นและที่กล่าวถึงกันมากในยุคสมัยนี้ คือ น้ำมันหอมระเหยเพื่อ
การบำบัดรักษาหรือการบำบัดรักษาด้วยกลิ่น ที่เรียกกันว่า อะโรม่าเธอราปี้จากเอกสารว่าด้วย
น้ำมันหอมระเหย ที่เขียนโดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญวิทย์โคธีรานุรักษ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิท
ยาลัยกล่าวถึงอะโรม่าเธอราปี้ ว่า เป็นการบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยและในปัจจุบันเริ่มมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในต่างประเทศ ทั้ง
ในโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพแนวใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะอะโรม่าเธอราปี้นี้เป็นแนวทางใหม่ที่ประชาชนสามารถนำมาใช้เพื่อทำให้ร่างกายฟิต
แข็งแรงสดชื่นโดยไม่ต้องพึ่งยาเคมีที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย
ในต่างประเทศมีการใช้อะโรม่าเธอราปี้ ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
- ประการแรก ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นการเพิ่มบรรยากาศในห้องนอน ห้องทำงาน การอาบน้ำ
และการนวดทั่วไป เป็นการใช้
มาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณเป็นภูมิปัญญาของประเทศในแถบตะวันออกกลาง
อินเดีย และแพร่หลายในแถบยุโรปและกระจายไปทั่ว
โลกรวมทั้งประเทศไทย
- ประการที่สอง ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เริ่มใช้กันตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณประมาณ 5,000 ปี
มาแล้ว เพื่อชโลมผิวพรรณให้
เปล่งปลั่ง หอมสดชื่น ลดการเหี่ยวย่น
- ประการที่สาม ใช้ในกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิตใจน้ำมันหอมระเหยเข้าทางร่างกายโดยการสูดดม และจะไปมีผลต่อโสตประสาท
อารมณ์และสุนทรียภาพทางชีวิต โดยเฉพาะในการผ่อนคลายจากความเครียดในชีวิตประจำวัน ทำให้อารมณ์แจ่มใส สามารถเผชิญ
ปัญหาที่ยาก ๆ ในชีวิตประจำวันคนไข้บางคนที่มีอารมณ์หดหู่ หม่นหมอง ก็อาจช่วยได้โดยการสูดดมน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้สดชื่น
จากกลิ่น
- ประการที่สี่ การนวดมีผลทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายพร้อมกับการนวดที่ถูกต้องประการสุดท้าย ใช้ในการแพทย์สมัยใหม่ซึ่งในปัจจุบัน
ต่างประเทศมีศูนย์บำบัดโรคสมัยใหม่ ด้วยหลักการ อะโรม่าเธอราปี้การบำบัดมีทั้งการให้ทางปาก ดมทางจมูก และบำบัดโรคต่าง ๆ
อาทิ โรคปวดโรคเกี่ยวกับภูมิต้านทาน และโรคที่มีผลมาจากความเครียด
|